จัดทำโดย นางสาว พัชรา ไทยสมบูรณ์ ID:5001103130 C 2/1
การวิเคราะห์การลงทุน
การวิเคราะห์การลงทุน เป็นกระบวนการในการพิจารณาตัดสินใจที่จะเลือกลงทุนในโครงการดำเนินงานระยะยาว ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากและผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตนั้นไม่แน่นอน เช่น การซื้อเครื่องจักรใหม่ การสร้างโรงงานใหม่ และการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นต้น การวิเคราะห์โครงการลงทุนจึงถือได้ว่ามีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะอาจจะทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายหรือประสบกับความล้มเหลวจากการตัดสินใจของฝ่ายบริหารได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคและเครื่องมือทางการเงินมาใช้ เพื่อช่วยในการตัดสินใจปัญหาการใช้เงินทุนของธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด
ประเภทของการลงทุน
การตัดสินใจในโครงการลงทุนนั้นสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
1. โครงการลงทุนใหม่เพื่อขยายกิจการ เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว การออกแบบ วิจัยหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นต้น
2. โครงการลงทุนเพื่อทดแทน เช่น การลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่าที่ล้าสมัยหรือเสื่อมสภาพ และปรับปรุงระบบการผลิตใหม่เพื่อทดแทนระบบการผลิตเดิมที่ขาดประสิทธิภาพ เป็นต้น
ปัจจัยในการพิจารณาตัดสินใจลงทุน
การพิจารณาเลือกลงทุนในโครงการใดนั้น จะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
1. อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ
อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการจากโครงการลงทุนในการตัดสินใจลงทุนในโครงการใดนั้นจะต้องคำนึงถึงอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการใช้เงินทุน โดยเงินลงทุนของธุรกิจนั้นจะมีต้นทุนของเงินทุนตามลักษณะโครงสร้างเงินทุนของแต่ละธุรกิจแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ได้จากโครงการลงทุนนั้นไม่ควรต่ำกว่าต้นทุนของเงินทุนที่เกิดขึ้นของธุรกิจนั้น ๆ
2. เงินสดจ่ายลงทุน
เงินสดจ่ายลงทุนหมายถึง จำนวนเงินสดที่จ่ายลงทุนในโครงการไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมโดยโครงการลงทุนแต่ละโครงการจะมีเงินสดจ่ายลงทุนแตกต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการวิเคราะห์การลงทุน
3. เงินสดรับจากการลงทุน
เงินสดรับจากการลงทุนหมายถึง เงินสดรับหรือผลตอบแทนจากการลงทุนตลอดอายุของโครงการ ซึ่งอาจจะเป็นรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นหรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ เงินสดรับจากการลงทุนจะต้องคำนึงถึงภาษีเงินได้ด้วย
4. ค่าเสื่อมราคา
ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายที่นำไปหักจากรายได้ก่อนที่จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้ การคิดค่าเสื่อมราคานั้นมีหลายวิธี โดยแต่ละวิธีจะทำให้ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณในแต่ละปีของโครงการลงทุนแตกต่างกันไป ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด แต่จะช่วยให้สามารถประหยัดภาษีได้ ดังนั้นการคิดค่าเสื่อมราคาจึงมีผลต่อเงินสดจ่ายลงทุนและเงินสดรับของแต่ละโครงการลงทุนด้วย
โดยทั่วไปวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาที่นิยมใช้มีดังนี้
1) วิธีเส้นตรง วิธีนี้จะนำราคาทุนของสินทรัพย์หักด้วยราคาซากลั้วหารด้วยอายุการใช้งาน
2) วิธียอดลดลงทวีคูณ วิธีนี้อัตราค่าเสื่อมราคาจะเป็น 2 เท่าของวิธีเส้นตรงและไม่คำนึงถึงราคาซากของสินทรัพย์
3) วิธีผลรวมจำนวนปี วิธีนี้จะนำอัตราส่วนของปีที่ได้ประโยชน์ในสินทรัพย์กับผลรวมของจำนวนปีทั้งหมดคูณกับราคาทุนของสินทรัพย์หักด้วยราคาซาก(ถ้ามี)
4) วิธีจำนวนผลผลิต วิธีนี้ประมาณการปริมาณผลผลิตทั้งหมดที่ได้รับจากการใช้สินทรัพย์เพื่อนำมาคำนวณอัตราค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยผลผลิต
5. ภาษีเงินได้
ในการดำเนินงานของธุรกิจโดยทั่วไป เมื่อมีกำไรจากการดำเนินงานจะต้องนำผลกำไรที่ได้ไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ต่อไป ถ้าธุรกิจมีกำไรมากจะเสียภาษีเงินได้สูงกว่าธุรกิจที่มีกำไรต่ำกว่า
6. มูลค่าของเงินตามเวลา
เงินที่ได้รับในช่วงเวลาที่แตกต่างกันภายใต้ภาวะปัจจัยดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไปด้วย ในการวิเคราะห์โครงการลงทุนนั้นจะต้องคำนวณหามูลค่าปัจจุบันของเงินที่จะได้รับในอนาคตว่ามีค่า ณ ปัจจุบันเท่าไร เพื่อสามารถนำไปเปรียบเทียบกับเงินที่จ่าย ณ วันปัจจุบันได้ถูกต้องมากขึ้น
คำถาม
1.ประเภทของการลงทุนมีกี่ประเภทอะไรบ้าง
2.ปัจจัยในการพิจารณาตัดสินใจลงทุนจะต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง
3.การวิเคราะห์การลงทุนเป็นกระบวนการการวิเคราะห์ในระยะใด
Wednesday, July 22, 2009
Friday, July 17, 2009
ความเสี่ยงทางการเงิน
จัดทำโดย น.ส. มาริษา อยู่แล้ว เลขทะเบียน 5001103123 C 2/1
ความเสี่ยงทางการเงินคืออะไร
องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่บริหารจัดการลงทุนโดยตรงหรือบริษัทเอกชนทั่วไปที่ต้องจัดการเงินสดคงเหลือผ่านช่องทางการลงทุนต่างๆ แล้วย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น โดยนิยามแล้ว ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk)
สำหรับองค์กร หมายถึง ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ในอนาคต อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจกรรมทางการเงินของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในองค์กร ที่จะส่งผลกระทบทางลบต่อมูลค่าของกิจการ หากมองในเชิงเปรียบเทียบแล้ว ความเสี่ยงทางการเงินสำหรับผู้ลงทุนรายบุคคล มักจะเกิดจากความเสี่ยงด้านภาวะตลาด (Market Risk) เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดเงิน ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถเชื่อได้อย่างแน่นอนว่า ผลตอบแทนที่จะได้รับจะเป็นเท่าใด ณ สิ้นสุดการลงทุนแต่ ความเสี่ยงทางการเงินในระดับองค์กรครอบคลุมปัจจัยที่กว้างกว่า นอกจากความเสี่ยงด้านภาวะตลาดที่องค์กรต้องเผชิญเช่นเดียวกันแล้ว ความเสี่ยงยังเกิดจากความไม่แน่นอนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ชำระราคาหรือชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เรียกว่าความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) และความเสี่ยงที่เกิดจากข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงานหรือการตรวจสอบเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน จนทำให้เกิดความเสียหายขึ้น เรียกว่า ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk)
ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านภาวะตลาดและความเสี่ยงด้านเครดิต จัดได้ว่าเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ก่อให้เกิดความผันผวนต่อมูลค่าการลงทุน ในขณะที่ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ จัดได้ว่าเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่ส่งผลต่อการดำเนินงานและมูลค่าของกิจการ เนื่องจากความเสี่ยงทางการเงินมีหลายมิติ องค์กรที่ดำเนินธุรกิจแตกต่างกันจะรับความเสี่ยงแต่ละประเภทในระดับที่ต่างกันเช่น องค์กรที่เน้นการบริหารพอร์ตการลงทุนจะมีความเสี่ยงด้านภาวะตลาดสูงและองค์กรที่เน้นการปล่อยสินเชื่อจะมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงประเภทเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน อาจมีความสำคัญต่อองค์กรไม่เท่ากันอีกด้วย เช่น ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจองค์กรอาจมีความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการมาก เนื่องจากอยู่ในระบบการดำเนินการต่างๆ ยังไม่เข้าทีหรือเมื่อต้องขยายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ยังไม่คุ้นเคย อาจทำให้เผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะตลาดเพิ่มขึ้นอีก
ดังนั้น ท่านผู้บริหารควรพิจารณาความเสี่ยงทางการเงินในเชิงภาพรวมและจัดสมดุลให้ดีหากให้น้ำหนักการบริหารความเสี่ยงประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้ได้รับความเสียหายจากการละเลยความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งได้
ที่มา
http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=5314152718973187149
คำถาม
1.ความเสี่ยงทางการเงินคืออะไร?
2. ความเสี่ยงยังเกิดจากความไม่แน่นอนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ชำระราคาหรือชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เรียกว่าอะไร?
3.ความเสี่ยงทางการเงินสำหรับผู้ลงทุนรายบุคคล มักจะเกิดจากความเสี่ยงด้านใด?
ความเสี่ยงทางการเงินคืออะไร
องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินที่บริหารจัดการลงทุนโดยตรงหรือบริษัทเอกชนทั่วไปที่ต้องจัดการเงินสดคงเหลือผ่านช่องทางการลงทุนต่างๆ แล้วย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น โดยนิยามแล้ว ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk)
สำหรับองค์กร หมายถึง ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ในอนาคต อันเนื่องมาจากการดำเนินกิจกรรมทางการเงินของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในองค์กร ที่จะส่งผลกระทบทางลบต่อมูลค่าของกิจการ หากมองในเชิงเปรียบเทียบแล้ว ความเสี่ยงทางการเงินสำหรับผู้ลงทุนรายบุคคล มักจะเกิดจากความเสี่ยงด้านภาวะตลาด (Market Risk) เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดเงิน ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถเชื่อได้อย่างแน่นอนว่า ผลตอบแทนที่จะได้รับจะเป็นเท่าใด ณ สิ้นสุดการลงทุนแต่ ความเสี่ยงทางการเงินในระดับองค์กรครอบคลุมปัจจัยที่กว้างกว่า นอกจากความเสี่ยงด้านภาวะตลาดที่องค์กรต้องเผชิญเช่นเดียวกันแล้ว ความเสี่ยงยังเกิดจากความไม่แน่นอนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ชำระราคาหรือชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เรียกว่าความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) และความเสี่ยงที่เกิดจากข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงานหรือการตรวจสอบเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน จนทำให้เกิดความเสียหายขึ้น เรียกว่า ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (Operational Risk)
ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านภาวะตลาดและความเสี่ยงด้านเครดิต จัดได้ว่าเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ก่อให้เกิดความผันผวนต่อมูลค่าการลงทุน ในขณะที่ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ จัดได้ว่าเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่ส่งผลต่อการดำเนินงานและมูลค่าของกิจการ เนื่องจากความเสี่ยงทางการเงินมีหลายมิติ องค์กรที่ดำเนินธุรกิจแตกต่างกันจะรับความเสี่ยงแต่ละประเภทในระดับที่ต่างกันเช่น องค์กรที่เน้นการบริหารพอร์ตการลงทุนจะมีความเสี่ยงด้านภาวะตลาดสูงและองค์กรที่เน้นการปล่อยสินเชื่อจะมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงประเภทเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน อาจมีความสำคัญต่อองค์กรไม่เท่ากันอีกด้วย เช่น ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจองค์กรอาจมีความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการมาก เนื่องจากอยู่ในระบบการดำเนินการต่างๆ ยังไม่เข้าทีหรือเมื่อต้องขยายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ยังไม่คุ้นเคย อาจทำให้เผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะตลาดเพิ่มขึ้นอีก
ดังนั้น ท่านผู้บริหารควรพิจารณาความเสี่ยงทางการเงินในเชิงภาพรวมและจัดสมดุลให้ดีหากให้น้ำหนักการบริหารความเสี่ยงประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้ได้รับความเสียหายจากการละเลยความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งได้
ที่มา
http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=5314152718973187149
คำถาม
1.ความเสี่ยงทางการเงินคืออะไร?
2. ความเสี่ยงยังเกิดจากความไม่แน่นอนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ชำระราคาหรือชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ เรียกว่าอะไร?
3.ความเสี่ยงทางการเงินสำหรับผู้ลงทุนรายบุคคล มักจะเกิดจากความเสี่ยงด้านใด?
Friday, July 10, 2009
ตราสารหนี้
จัดทำบทความโดย นส.มยุรฉัตร พูลผล เลขทะเบียน 5001203019
เรื่อง ตราสารหนี้
ตราสารหนี้ หมายถึง ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ ซึ่งเป็นภาระผูกพันทางกฏหมายระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ โดยภาครัฐซึ่งเป็นผู้ออกตราสารหนี้จะอยู่ในฐานะลูกหนี้ในขณะที่ผู้ซื้อตราสารหนี้จะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
ภาครัฐมีความจำเป็นต้องออกตราสารหนี้ โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไปได้แก่
-รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ออกตราสารหนี้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ
-ธนาคารแห่งประเทศไทยออกตราสารหนี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน ดูแลสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ย ในระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างเสถียรภาพ และช่วยสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้เกิดการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน
-กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ออกตราสารหนี้เพื่อใช้ในการฟื้นฟูปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินที่ผ่านมา และพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยรวมให้มีความมั่นคง
ผลตอบแทนและประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ
1. ดอกเบี้ย ส่วนลด หรือกำไรจากการขาย
2. การใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันต่าง ๆ
3.มีความเสี่ยงน้อย หรือไม่มีความเสี่ยง ในการได้รับชำระหนี้คืน
4.เพิ่มทางเลือกในการออม หรือ ลงทุนให้แก่ผู้ออมเงินหรือลงทุน
5.สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาดรอง
การแบ่งประเภทตราสารหนี้ อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้
1. แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุ สั้น กลาง ยาว
2.แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย ได้แก่ ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น
3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่
- ชนิดมีใบตราสาร (SCRIP) เป็นตราสารหนี้ที่มีการออกใบตราสารที่ระบุชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ไว้ให้ครอบครอง
- ชนิดไร้ใบตราสาร (SCRIPLESS) เป็นตราสารหนี้ที่บันทึกกรรมสิทธิ์ไว้ในบัญชีของผู้รับฝาก ไม่มีการออกใบตราสาร แต่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จะได้รับเอกสารรายละเอียดตราสารหนี้จากผู้รับฝากไว้เป็นหลักฐาน หรือจะต้องขอให้ออกเป็นใบตราสารในภายหลังก็ได้
4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกใบตราสารหนี้ ได้แก่
- ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กตล) ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้ เป็นต้น
- ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐออกจำหน่ายเพือระดมทุนในประเทศจากประชาชนและสถาบันการเงิน
ตราสารหนี้โดยทั่วไปมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
- ชื่อผู้ออกตราสาร
- เงินต้นหรือมูลค่าที่ตราไว้
- วันครบกำหนด
- อัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ
- รายละเอียดวันที่จ่ายดอกเบี้ย
- ข้อสัญญาหรือเงื่อนไขของตราสารหนี้
ที่มา
- http://www.bot.or.th/Thai/FinancialMarkets/BondProfile/Pages/home.aspx
เรื่อง ตราสารหนี้
ตราสารหนี้ หมายถึง ตราสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ ซึ่งเป็นภาระผูกพันทางกฏหมายระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ โดยภาครัฐซึ่งเป็นผู้ออกตราสารหนี้จะอยู่ในฐานะลูกหนี้ในขณะที่ผู้ซื้อตราสารหนี้จะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้
ภาครัฐมีความจำเป็นต้องออกตราสารหนี้ โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไปได้แก่
-รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ออกตราสารหนี้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ
-ธนาคารแห่งประเทศไทยออกตราสารหนี้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน ดูแลสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ย ในระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างเสถียรภาพ และช่วยสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้เกิดการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน
-กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ออกตราสารหนี้เพื่อใช้ในการฟื้นฟูปัญหาวิกฤติสถาบันการเงินที่ผ่านมา และพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยรวมให้มีความมั่นคง
ผลตอบแทนและประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ
1. ดอกเบี้ย ส่วนลด หรือกำไรจากการขาย
2. การใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันต่าง ๆ
3.มีความเสี่ยงน้อย หรือไม่มีความเสี่ยง ในการได้รับชำระหนี้คืน
4.เพิ่มทางเลือกในการออม หรือ ลงทุนให้แก่ผู้ออมเงินหรือลงทุน
5.สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาดรอง
การแบ่งประเภทตราสารหนี้ อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ดังนี้
1. แบ่งตามอายุของตราสารหนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้ที่มีอายุ สั้น กลาง ยาว
2.แบ่งตามลักษณะของการจ่ายดอกเบี้ย ได้แก่ ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่ ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราลอยตัว ตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทบต้น หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้จ่ายดอกเบี้ย เป็นต้น
3. แบ่งตามลักษณะการออกใบตราสาร ได้แก่
- ชนิดมีใบตราสาร (SCRIP) เป็นตราสารหนี้ที่มีการออกใบตราสารที่ระบุชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ไว้ให้ครอบครอง
- ชนิดไร้ใบตราสาร (SCRIPLESS) เป็นตราสารหนี้ที่บันทึกกรรมสิทธิ์ไว้ในบัญชีของผู้รับฝาก ไม่มีการออกใบตราสาร แต่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จะได้รับเอกสารรายละเอียดตราสารหนี้จากผู้รับฝากไว้เป็นหลักฐาน หรือจะต้องขอให้ออกเป็นใบตราสารในภายหลังก็ได้
4. แบ่งตามประเภทของผู้ออกใบตราสารหนี้ ได้แก่
- ตราสารหนี้ภาคเอกชน หมายถึง ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กตล) ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือหุ้นกู้ เป็นต้น
- ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง ตราสารหนี้ที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานภาครัฐออกจำหน่ายเพือระดมทุนในประเทศจากประชาชนและสถาบันการเงิน
ตราสารหนี้โดยทั่วไปมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
- ชื่อผู้ออกตราสาร
- เงินต้นหรือมูลค่าที่ตราไว้
- วันครบกำหนด
- อัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ
- รายละเอียดวันที่จ่ายดอกเบี้ย
- ข้อสัญญาหรือเงื่อนไขของตราสารหนี้
ที่มา
- http://www.bot.or.th/Thai/FinancialMarkets/BondProfile/Pages/home.aspx
คำถาม
1. ตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานใด
2. ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้คืออะไร
3. วัตถุประสงค์ของการออกตราสารหนี้ คือ
Subscribe to:
Comments (Atom)